Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
สมาคม
  LIN (SURNAME)
   China's Lin Clan Network
   Chaoshan Lin
   สมาคมตระกูลลิ้มแห่งประเทศไทย
  ชุมชนชาวฮากกา
หนังสือพิมพ์
  China Daily
  China News
  People's Daily Online
  Xinhua
  China Youth Daily
  Bangkokpost
  มติชน
  ข่าวสด
  ไทยรัฐ
  เดลินิวส์
  ผู้จัดการ
  คมชัดลึก
  กรุงเทพธุรกิจ
  บ้านเมือง
  แนวหน้า
  ไทยโพสต์
  โพสต์ทูเดย์
  สยามรัฐ
  บางกอกทูเดย์
  โลกวันนี้
  เส้นทางเศรษฐกิจ
  มติชนสุดสัปดาห์
มุมนักเสี่ยงโชค
  ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
  ตรวจสลากย้อนหลัง
  ผลสลากออมสิน
  ธกส.ออมทรัพย์ทวีสิน
แลกเปลี่ยนเงินตราและหุ้น
  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  ธนาคารไทยพาณิชย์
  ธนาคารกรุงเทพ
  ตลาดหลักทรัพย์ - หุ้น
  ตลาดหุ้น
เว็บเครือข่าย
  สมบูรณ์อินโฟ
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

จิ้นอ้านหวาง 晋安王

 

 

       

       

         หลิมลกกง หรือ หลินลู่กง 林禄公 หรือ หลินโหวไท่โส่ว หรือ จิ้นอ้านหวาง หรือ จิ้นอานอ๋อง   晋安王  หรือ หลิมฮู้อ๋องเอี๋ย   เดิมท่านชื่อ  ลู่  ( ลก  )  แซ่หลิน  ( หลิม )  บิดาชื่อ หลินอิ่ง  มารดาชื่อ ปิ่นซื่อ  บิดาไปรับราชการที่เมืองจีหนาน ( อยู่ในมณฑลซานตงในปัจจุบัน )  ได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคน  คนพี่ชื่อ หลินมู่  ( หลิมมก )  ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ.  ๘๑๕  คนน้องชื่อ หลินลู่  ถือกำเนิดเมื่อวันที่  ๓ ค่ำ เดือน ๔ ( บางตำนานถือเอา วันที่ ๑ ค่ำ เดือน ๑ )     ตามจันทรคติจีน  เป็นปีไท่สื่อที่ ๑๐ รัชสมัยฮ่องเต้จิ้นอู่ตี้ ( ซือหม่าเอี๋ยน ) แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันตก เมื่อ พ.ศ.  ๘๑๗  และสืบลำดับแซ่หลินเป็นรุ่นที่ ๖๔ จากปิเจียนกง ผู้เป็นต้นแซ่หลิน  ต่อมาบิดาย้ายมารับราชการที่เมืองซูโจว  และเมื่อ พ.ศ.  ๘๒๐         โปรดเกล้าฯให้บิดาย้ายเข้าเมืองหลวงลั่วหยาง             เพื่อรับตำแหน่ง  หวงเหมินซื่อหลาง  นายทหารรักษาพระองค์        ส่วนหลินลู่เข้ารับราชการทหารเมื่ออายุได้ ๑๖ ปี ใน  หลงเยี่ยอ๋อง ( ซือหม่ารุ่ยอ๋อง ประสูติ พ.ศ. ๘๑๙ โอรสฮ่องเต้จิ้นอู่ตี้ )  จนถึง พ.ศ.  ๘๓๓  ฮ่องเต้จิ้นอู่ตี้เสด็จสวรรคต  ซือหม่าจงอ๋อง เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น ฮ่องเต้จิ้นฮุ่ยตี้

 

        สภาพบ้านเมืองหลังยุคสามก๊กสงบไปได้หน่อยหนึ่ง ในสมัยฮ่องเต้จิ้นอู่ตี้  แต่หลังจากนั้น  พวกแซ่ซือหม่าอ๋องที่เป็นข้าหลวงอยู่หัวเมืองและภายในเมืองหลวงต่างแย่งกันเป็นใหญ่  นอกจากนี้พวกชนเผ่าทางภาคเหนือที่เรียกว่า พวกอู่หูคนเถื่อนอพยพเข้าภาคกลางลงไปภาคใต้เป็นล้านคน  บ้านเมืองวุ่นวายเพราะหัวหน้าชนเผ่าเป็นขบถ ต่างยกตนเป็นอ๋องสร้างอาณาจักรด้วยการตีเมืองที่อ่อนแอกว่า     ในเมืองหลวงพวกราชสกุลซือหม่าต่างฆ่าฟันกันเองระหว่างญาติ           หลงเยี่ยอ๋องจึงตัดสินใจอพยพไปสมทบกับซือหม่าอุย ซึ่งเป็นที่ ตงไห่อ๋อง ที่ภูเขาจิ่วหลงซาน  แล้วอพยพไปตั้งหลักที่เมืองซูโจว   หลงเยี่ยอ๋องโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้หลินลู่ ดำรงตำแหน่ง  หวงเหมินซื่อหลาง นายทหารรักษาพระองค์ 

 

       ข้างพวกซือหม่าอ๋องยกทัพเข้าเมืองลั่วหยาง  จนฮ่องเต้จิ้นฮุ่ยตี้เสด็จหนีไปประทับที่เมืองฉางอาน  ตงไห่อ๋องและหลงเยี่ยอ๋องต้องยกทัพจากเมืองซูโจวไปปราบพวกอ๋องและนายพลที่คุมฮ่องเต้อยู่          แล้วเชิญเสด็จให้ไปประทับที่ลั่วหยางตามเดิม  หลินลู่ได้ตามเสด็จหลงเยี่ยอ๋องเข้าร่วมรบด้วย  เมื่อจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว  หลงเยี่ยอ๋องพร้อมด้วยหลินลู่กลับสู่ซูโจว

 

        หลินลู่ได้ภรรยาชื่อ  จางซื่อ  มีบุตรชาย ๕ คน  เมื่อเติบใหญ่ต่างเข้ารับราชการมีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขานทั่วไปว่า  “ห้าอาชารุ่งโรจน์ทางใต้”  ของฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง

 

        ส่วนตงไห่อ๋องไม่พอใจที่ฮ่องเต้จิ้นฮุ่ยตี้โปรดเกล้าฯให้ซือหม่าอ๋อง ๕ องค์เข้ามารับราชการในเมืองหลวง           จึงลอบปลงพระชนม์เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.  ๘๔๙  ขณะนั้นหลินลู่อายุได้  ๓๒ ปี

 

 ซือหม่าซื่ออ๋องเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น  ฮ่องเต้จิ้นไหวตี้  พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถเฉลียวฉลาด  โปรดเกล้าฯให้ หลงเยี่ยอ๋อง  เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองเจี้ยนเยี่ย ( นานกิง )   ข้างหลิวเอียน หัวหน้าชนเผ่าซวงหนูตั้งตนเป็นเจ้าตั้งอาณาจักรฮั่น ( จ้าว )  ยกมาตีเมืองลั่วหยางเผาเมืองเสียสิ้น          แล้วจับฮ่องเต้จิ้นไหวตี้ไปเมืองจ้าว พระองค์เสด็จสวรรคตที่นั่นซือหม่าเยี่ยอ๋อง เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น  ฮ่องเต้จิ้นหมิ่นตี้ เมื่อ พ.ศ. ๘๕๖  ขณะที่หลินลู่อายุได้  ๓๙ ปี  โปรดเกล้าฯให้หลงเยี่ยอ๋องเป็น  พระมหาอุปราช   หลงเยี่ยอ๋องรับสั่งให้เอียนก้วนนายพลทหารยกทัพไปตีเมืองปาถง  ซึ่งมี โต้ทาวเป็นเจ้าเมือง              หลินลู่ในฐานะนายทหารเข้าร่วมรบด้วย    จนได้รับชัยชนะ           หลงเยี่ยอ๋องโปรดเกล้าฯให้บำเหน็จนายทหารเลื่อนยศตามความชอบ  หลินลู่ได้เลื่อนยศเป็น นายพลจาวเอี๋ยน

 

        ข้างหลิวเอียนยกทัพเข้าตีเมืองฉางอานแตก จับฮ่องเต้จิ้นหมิ่นตี้ไปเมืองจ้าว  ในช่วงนั้นรับสั่งถึงหลงเยี่ยอ๋องขอให้ยกตนเป็นฮ่องเต้เสียในฐานะพระมหาอุปราช         แต่หลงเยี่ยอ๋องขอเป็นเพียง  จิ้นอ๋อง  หลังจากเสด็จสวรรคตที่เมืองจ้าวแล้วหลงเยี่ยอ๋องจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น           ฮ่องเต้จิ้นเอียนตี้  เป็นปฐมราชวงศ์จิ้นตะวันออก  เมื่อ พ.ศ.  ๘๖๐  แล้วโปรดฯให้สร้างพระราชวังขึ้นใหม่ที่เมืองเจี้ยนเยี่ย ( นานกิง )  จึงย้ายเมืองหลวงจากเมืองซูโจวมายังเมืองเจี้ยนเยี่ย   เปลี่ยนนามเมืองเป็น เจี้ยนคัง  ขณะนั้นหลินลู่อายุได้  ๔๓ ปี  โปรดฯให้หลินลู่เข้ารับตำแหน่ง  ส่านจี้ฉางซื่อ  เป็นคณะกรรมการบริหารระดับสูง              และยังโปรดเกล้าฯ        ให้หลินลู่เป็นข้าหลวงเมืองเหอผู่ หรือ     เหอผู่ไท่โส่ว     อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

 

 

 

ข้าหลวงเมืองจิ้นอาน

 

       ถึง พ.ศ.  ๘๖๕  ฮ่องเต้จิ้นเอียนตี้ก็เสด็จสวรรคต  ซือหม่าเส้าอ๋องเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น  ฮ่องเต้จิ้นหมิงตี้  ซึ่งขณะนั้นหลินลู่อายุได้  ๔๘ ปี   ตามหัวเมืองต่างๆมีโจรผู้ร้ายชุกชุม  พระองค์จึงโปรดฯให้ขุนนางนายทหารออกไปปราบปรามพวกโจรที่ตั้งตนเป็นอ๋องมีสมัครพรรคพวกเป็นหมื่นๆคน   และทรงเห็นว่า  หลินลู่รับราชการมานานเป็นผู้มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อแผ่นดิน  มีความรู้ทั้งฝ่ายบู๊ซึ่งเป็นถึงนายพลทหาร และฝ่ายบุ๋นที่รับราชการในพระราชวัง  ทรงเห็นว่าขณะนั้นแขวงเมืองเจียงโจว    (ซึ่งรวมมณฑลเจียงซี       ฝูเจี้ยนและเจ้อเจียงในปัจจุบัน  )  มีผู้ร้ายชุกชุมโดยเฉพาะพวกโจรสลัดตามชายฝั่งทะเลและตามเกาะแก่ง  ตามทะเลสาบและแม่น้ำที่ติดต่อกับแม่น้ำแยงซีเกียง  นอกจากมีชนเผ่าหมินเย่ว์ ๗ ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เดิม  ตามไหล่เขาและภูเขาโดยทั่วไปแล้วยังมีคนจีนทางภาคเหนือที่อพยพลงในช่วงนั้นเป็นจำนวนมาก  บางกลุ่มตั้งตนเป็น อ๋อง ซ่องสุมผู้คนเป็นจำนวนหมื่น  คอยปล้นคนเดินทางค้าขายระหว่างเมือง ในปี พ.ศ.  ๘๖๖  จึงโปรดฯให้  หลินลู่ไปเป็นข้าหลวงเมืองจิ้นอาน  (  เมือง ฝูโจวในปัจจุบัน  ) ขณะที่มีบรรดาศักดิ์เป็นชั้น  โหว  ( เจ้าพระยา )   เป็น  จิ้นอานโหวไท่โส่ว  หลินลู่จึงอพยพครอบครัวญาติร่วมแซ่ และผู้ติดตามจากเมืองหลวงเจี้ยนคังลงมาทางใต้ที่เมืองจิ้นอาน  เมื่ออายุได้  ๔๙  ปี  ต่อมาหลินลู่ได้ภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อ  ข่งซื่อ  นางถือกำเนิดเมื่อ วันที่ ๑๖ ค่ำ เดือน ๓ ตามจันทรคติจีน  สมัยฮ่องเต้จิ้นอู่ตี้  ในปีเสียนหนิงที่ ๔  พ.ศ. ๘๒๑  มีบุตรชายด้วยกันสองคน คนพี่ชื่อ หลินจิ่ง หรือหลิมเก้ง 林景 คนน้องชื่อ หลินเซียน  หรือหลิมเสียน 林暹

 

        ทั้งสองคนพี่น้องต่างได้รับการศึกษาด้านภาษาขนบธรรมเนียมประเพณี ตามลัทธิขงจื่อและลัทธิเต๋า รวมทั้งการได้รับการฝึกหัดอาวุธประเภทต่างๆ ตำราพิชัยสงครามและอื่นๆตามฐานะของลูกขุนนางผู้ใหญ่

 

        เมื่อถึงเวลาสอบไล่แข่งขันเพื่อรับราชการ หลินจิ่งได้เข้าสอบไล่จนสามารถไต่เต้าขึ้นไปถึงระดับเมืองหลวง และได้เข้ารับราชการในสำนักงานคณะกรรมการการสอบไล่ เพื่อคัดคนเข้ารับราชการ จนได้รับตำแหน่งระดับรองเสนาบดีคณะกรรมการการสอบไล่ ที่ ตงไถซื่อหลาง  東臺侍郎 รองเสนาบดีสำนักงานกรรมการการสอบไล่ 門下省  เหมินเซี่ยเสิง  หรือ ซื่อจงเสิง  侍中省    ในเวลาต่อมา จากประวัติฉบับภาษาไทยเขียนเป็น ทงจือหรัง 侍郎?  แต่บรรดาศักดิ์ ซื่อหลาง 侍郎 ใช้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น เป็น รองเสนาบดีระดับกระทรวง หรือ รองรัฐมนตรีในปัจจุบัน

 

        ฝ่ายหลินเซียน เมื่อโตขึ้นจึงรับราชการทหารตามที่ตนถนัด ที่เมืองหลวงเช่นเดียวกับพี่ชาย จากนายทหารระดับล่างไต่เต้าขึ้นไปจนถึงนายทหารยศนายพล หรือ เจียงกวน หรือเจียงกุน หรือเจียงจวิน ในระดับ เว่ยเจียงจวิน 卫将军  เป็นที่ ฮู่เว่ยเจียงจวิน 护卫将军  หรือฮู้อุยเจียงกุน ประจำกองบัญชาการฝ่ายรักษาการณ์เมืองหลวง ตำแหน่งเว่ยเจียงจวิน ต่ำกว่านายพลสูงสุดอยู่สามตำแหน่งคือ ต้าเจียงจวิน 大将军  เปียวฉีเจียงจวิน 骠骑将军 และ เชอฉีเจียงจวิน 车骑将军

 

     ข้างพี่ชายของหลินลู่  คือ หลินมู่  ภรรยาชื่อ  อุ่ยซื่อ  หลินมู่รับราชการเป็นนายอำเภอเซี่ยพี ( พีโจว อยู่ในมณฑลเจียงซูปัจจุบันมีบุตรชาย ๖ คน รับราชการทั้งหกคน  จนได้ชื่อว่า  “หกมังกรรุ่งเรืองทางเหนือ”  ของฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง

 

 

 

จิ้นอานอ๋อง

 

         หลินลู่รับราชการมาจนถึงสมัยฮ่องเต้จิ้นหมู่ตี้  จึงถึงแก่อสัญกรรม  เมื่อวันที่ ๒๖ ค่ำ เดือน ๙  ( บางตำนานถือเอาวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙ )ตามจันทรคติจีน  ในปีหย่งเหอที่ ๑๒ สมัยฮ่องเต้จิ้นหมู่ตี้  พ.ศ.  ๘๙๙  รวมอายุได้  ๘๒ ปี  หลังจากถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ฮ่องเต้จิ้นหมู่ตี้  โปรดฯพระราชทานฐานันดรศักดิ์ เป็น  อ๋อง  พระนาม  จิ้นอานอ๋อง หรือ อ๋องแห่งเมืองจิ้นอาน  ซึ่งเป็นตำแหน่งเกียรติยศอันสูงสุดของขุนนางจีนที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์จะพึงได้รับจากฮ่องเต้ให้มีฐานะเป็นเชื้อพระวงศ์ เสมือนพระญาติ  ด้วยคุณงามความดีความซื่อสัตย์กตัญญู และมีผลงานเป็นที่ปรากฏที่สะสมมาตลอดชีวิตนั่นเอง  ตามธรรมเนียมในสมัยนั้น  บุตรชายจะได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงสืบแทนบิดาต่อไป

 

       พระศพจิ้นอานอ๋องฝังไว้ที่เนินเขาจิ่วหลงซาน  อำเภอเหวินหลิง  แขวงเจียงโจว  ( ปัจจุบันคือ เนินเขาถู่หลิง อำเภอฮุ่ยอาน  มณฑลฝูเจี้ยน) ส่วนฮูหยินข่งซื่อ  ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ ๒๘ ค่ำ เดือน ๑๐ ตามจันทรคติจีน  ในปีหลงเหอที่ ๑  รัชสมัยฮ่องเต้จิ้นไอ่ตี้ พ.ศ.  ๙๐๕  สิริรวมอายุได้  ๘๔ ปี  ศพฝังไว้ที่สุสานเดียวกัน

 

           ในช่วงสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๑๑ เพื่อพิฆาต “สี่เก่า”   คือ  ความคิดเก่า  วัฒนธรรมเก่า  ประเพณีเก่า  ความเคยชินเก่า   เยาวชนพวกเรดการ์ด หรือ ธงแดง  ได้ทำการปฏิวัติทั่วประเทศภายใต้คำสอนของเหมาเจ๋อตุง  โดยผ่านนางเชียงชิงภรรยาเป็นผู้นำ  เพื่อเป็นการขุดรากถอนโคนลัทธิแก้  เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่โดยไม่ต้องอาศัยของเก่า  ดังนั้นศาลเจ้า วัด สุสานทุกศาสนา  โต๊ะบูชาบรรพบุรุษและเทพเจ้า พระพุทธรูปภายในบ้านของชาวบ้านจึงถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก  รวมทั้งสุสานของจิ้นอานอ๋องด้วย  ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนถู่หลงกวาน เมืองฮุ่ยอาน สุสานบรรพบุรุษแซ่ต่างๆบริเวณแถบนี้ถูกทำลายเช่นเดียวกัน  ในส่วนของสุสานจิ้นอานอ๋องนั้น  เดิมได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาแทบทุกยุคสมัยราชวงศ์จนใหญ่โตสวยงาม เช่น สมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง  หลังจากสิ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว  ลูกหลานและรัฐบาลท้องถิ่นตลอดจนสมาคมแซ่ตระกูลทั้งในจีนและต่างประเทศ  ต่างเข้าไปซ่อมแซมบูรณะ  ซึ่งยากที่จะให้สวยงามเหมือนเดิม  และในปี พ.ศ. ๒๕๒๙  สมาคมตระกูลลิ้มแห่งประเทศไทยได้บริจาคเงินจำนวนหนึ่งเพื่อบูรณะซ่อมแซมสุสานจิ้นอานอ๋อง

 

          ในปี พ.ศ.  ๒๕๓๐  สมาคมตระกูลลิ้มแห่งประเทศไทยได้รับเชิญจากคณะกรรมการบูรณะโบราณวัตถุและวัฒนธรรมสมาคมตระกูลลิ้มแห่งมณฑลฝูเจี้ยน  เพื่อให้ไปสักการะจิ้นอานอ๋องที่สุสาน  ในโอกาสวันครบรอบวันสิ้นพระชนม์จิ้นอานอ๋องครบ ๑๐๓๐ ปี  และเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม  ๒๕๔๑  คณะกรรมการบริหารสมาคมตระกูลลิ้มแห่งประเทศไทยได้เดินทางไปตรวจงานก่อสร้างซ่อมแซมสุสานจิ้นอานอ๋องที่เมืองฮุ่ยอานด้วย    

 

 

 

      จิ้นอานอ๋อง    ชาวสกุลแซ่หลิม ( หลิน ลิม ลิ่ม ลิ้ม แหลม หลัม เหล่ม อิม  ริม ฮายาชิอิ  )  ถือว่าท่านเป็นปฐมวงศ์สกุล  แซ่หลิม สายฮกเกี้ยนที่กระจายไปตามมณฑลเจ้อเจียง ฝูเจี้ยน เจียงซี กว่างตง กว่างซี ไต้หวัน ฮ่องกง   ฯลฯ และอพยพไปทำมาหากินตามประเทศต่างๆแถบเอเชีย ยุโรป อเมริกา  เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

              :   สมบูรณ์ แก่นตะเคียน    ๑๙ กรกฎาคม  ๒๕๔๙

 

 

        

 

 

 

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน