Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
สมาคม
  LIN (SURNAME)
   China's Lin Clan Network
   Chaoshan Lin
   สมาคมตระกูลลิ้มแห่งประเทศไทย
  ชุมชนชาวฮากกา
หนังสือพิมพ์
  China Daily
  China News
  People's Daily Online
  Xinhua
  China Youth Daily
  Bangkokpost
  มติชน
  ข่าวสด
  ไทยรัฐ
  เดลินิวส์
  ผู้จัดการ
  คมชัดลึก
  กรุงเทพธุรกิจ
  บ้านเมือง
  แนวหน้า
  ไทยโพสต์
  โพสต์ทูเดย์
  สยามรัฐ
  บางกอกทูเดย์
  โลกวันนี้
  เส้นทางเศรษฐกิจ
  มติชนสุดสัปดาห์
มุมนักเสี่ยงโชค
  ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
  ตรวจสลากย้อนหลัง
  ผลสลากออมสิน
  ธกส.ออมทรัพย์ทวีสิน
แลกเปลี่ยนเงินตราและหุ้น
  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  ธนาคารไทยพาณิชย์
  ธนาคารกรุงเทพ
  ตลาดหลักทรัพย์ - หุ้น
  ตลาดหุ้น
เว็บเครือข่าย
  สมบูรณ์อินโฟ
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

สององครักษ์

 

        จากประวัติกล่าวว่า  มีเทพสององค์พี่น้องสกุลเกา    ครั้งเมื่อมีชีวิตอยู่เป็นนายพลทหารสมัยราชวงศ์ซัง  ประมาณก่อน พุทธศตวรรษที่  ๒๑ ถึงก่อนพุทธศตวรรษที่๑๖  แต่ได้เสียชีวิตในการสงคราม   พี่ชายชื่อ  เกาหมิง  (  เปา  )  คือ นายพลเฉียนหลี่เหยิน    เป็นผู้มีดวงตาที่สามารถมองเห็นได้ไกลเป็นพันลี้ คือมีตาทิพย์ ใบหน้าสีเขียว  น้องชายชื่อ เกาชุค  (  ชุช  )   คือ นายพลชุนเฝิงเอ้อ    เป็นผู้ได้ยินเสียงลมพัดคือมีหูทิพย์ใบหน้าสีแดง  เทพทั้งสององค์เมื่อเห็นโม่เหนียง ต่างก็สมัครรักใคร่อยากได้เป็นคู่ครอง  ทั้งสองฝ่ายต่างให้สัญญากันว่า  หากโม่เหนียงแพ้จะยอมแต่งงานด้วย  หากพี่น้องสกุลเกาแพ้  จะต้องติดตามรับใช้โม่เหนียงตลอดไป   ดังนั้นรูปปั้นหรือรูปวาดของโม่เหนียงจะเห็นนายทหารองครักษ์ซ้ายขวา หน้าตาดุยืนอยู่สองข้างและติดตามเธอตลอดไป  เมื่อได้นายทหารเอกมาช่วยถึงสององค์เช่นนี้   ทำให้เธอสามารถช่วยเหลือชาวเรือได้กว้างขวางและไกลมากขึ้น

 

               จีนเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมาหลายพันปี   นักประวัติศาสตร์จีนและชาติตะวันดก  ส่วนใหญ่ยอมรับว่า  ประวัติศาสตร์จีนเริ่มจากราชวงศ์เซี่ย  ประมาณก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕  ถึงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๐  หรือสี่พันปีเศษมาแล้ว  กษัตริย์องค์แรกคือ  พระเจ้าต้าอู่  จนถึงองค์สุดท้ายคือ พระเจ้าหลู่กุ้ย หรือ เจี่ย   รวม ๑๓ องค์  แล้วต่อด้วยราชวงศ์ซังประมาณ ๕ - ๘ ชั่วคน จนถึง  พระเจ้าซังทัง  หรือ พระเจ้าเฉิงทังไท้อี้  ถือว่า เป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ซัง  มีกษัตริย์  ๓๐ องค์  รวม ๑๗ ชั่วคน 

                กษัตริย์องค์ที่ ๒๘  คือ พระเจ้าไท้ติง    ทรงมีพระโอรสที่สำคัญคือ  ตี้อิด  ปิกัน  และกี่จื้อ  เมื่อพระเจ้าไท้ติงเสด็จสวรรคต  ตี้อิดขึ้นครองราชย์ ต่อมา  พระเจ้าตี้อิดเสด็จสวรรคต  พระโอรสขึ้นครองราชย์  ทรงพระนามว่า  พระเจ้าโจ้ว

หวาง  หรือพระเจ้าตี้ซิน  เป็นองค์ที่ ๓๐  แห่งราชวงศ์ซัง  พัฒนาการของราชวงศ์นี้คือการประดิษฐ์ตัวอักษรใช้  ซึ่งเป็นต้นแบบอักษรจีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดี  พบอักษรที่จารึกบนกระดองเต่ากระดูกสัตว์ส่วนแบน กว่าแสนชิ้น เรียกว่า เจี่ยกู่เหวิน  อักษร ๔๕๐๐ ตัวสามารถอ่านได้ ถึง ๑๗๐๐ ตัวที่ใช้ในปัจจุบัน  นอกจากนี้ยังมีการหลอมทองบรอนซ์เป็นภาชนะต่างๆมากมายการเกษตรกรรม เป็นต้น

               เมื่อพระเจ้าตี้ซินขึ้นครองราชย์ ระยะแรกทรงปกครองโดยธรรม  ต่อมาทรงลุ่มหลง สุรา นารี  ไม่ทรงนำพาต่อการบริหารบ้านเมือง ทรงมีมเหสีใหม่ คือ พระนางต๋าจี่  บ้านเมืองเกิดโจรภัยระส่ำระสาย หัวเมืองเอกต่างแข็งเมืองต้องส่งทหารไปปราบปรามเป็นแรมปี  ทรงมีพระนิสัยโหดร้ายต่างๆ เช่น  ให้นักโทษเดินบนเหล็กเผาไฟ  ขุดบ่อปล่อยงูพิษผลักคนโทษลงไป มัดคนโทษกับเสาทองแดงสุมไฟข้างล่าง  คนโทษเหล่านั้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่ไม่ทรงพอพระทัย  เมื่อกราบบังคมทูลตักเตือนเรื่องราชกิจ  แม้แต่พระเจ้าอา คือ ปิกัน ก็ยังทรงให้ทหารแหวะอกเอาหัวใจออกมาดู  ขุนนางผู้ใหญ่ ชื่อ จีเหวินถูกขังคุก  บุตรชาย  ชื่อ  จีฟา ต้องวิ่งเต้นจนบิดาพ้นคุก  จีฟาจึงรวบรวมไพร่พลหัวเมืองเปิดศึกสงครามกับพระเจ้าตี้ซิน แห่งเมืองเฉาเกอ  เมื่อจีฟายกทัพมาล้อมเมืองเฉาเกอ  ทหารส่วนใหญ่ถูกส่งไปปราบปรามหัวเมืองยังไม่ทันกลับ  จึงต้องเกณฑ์แรงงานทาสไพร่ คนใช้  มาเป็นทหารตลอดจนผู้อาสาสมัคร

               สองคนพี่น้องสกุลเกา  คือ เกาหมิง  กับเกาชุค  ได้พากันไปสมัครทหารกับเขาด้วย  คนทั้งสองรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด  คือ  เกาหมิง  ใบหน้าสีเขียว  ดวงตาลุกโชนดั่งไฟ  มีเขี้ยวงอกออกมาทั้งสองข้างน่ากลัว  รูปร่างโตใหญ่  ส่วนเกาชุค  ใบหน้าสีแดง  ดวงตาโตกลมใหญ่ปานไข่เป็ด  มีเขี้ยวแหลมคมคล้ายกระบี่  ศีรษะมีปุ่มคล้ายเขาทั้งสองข้าง  ทั้งสองคนร่างกายผิดแผกจากบุคคลธรรมดาทั่วไป  ใครเห็นก็กลัว  รวมทั้งขุนนางที่มารับสมัครบุคคลทั้งสองด้วย คือ ปวยเหลียม  ทั้งสองคนพี่น้องต่างแจ้งแก่ผู้รับสมัครทหารว่า  พวกตนเป็นไพร่ทาสอยู่ในเมืองเฉาเกอ  เมื่อเจียงไท่กงยกทัพมารุกรานเมืองเฉาเกอ  พวกตนจึงขออาสาสู้รบกับข้าศึก  ปอยเหลียมเห็นว่าน่าจะเป็นคนที่สามารถสู้รบกับข้าศึกได้  จึงนำเข้าเฝ้าพระเจ้าตี้ซิน  พระองค์ทอดพระเนตรเห็นบุคลิกผิดมนุษย์คงจะเป็นทหารที่เก่งกล้าเป็นแน่  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้คนทั้งสองดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารใหญ่ คือ จินจู้เซียงเจี๋ยง  แล้วโปรดฯออกไปช่วยนายพลอวนหอง แม่ทัพใหญ่ที่ด่านอึงฮ่อเบงจิ้น  ฝ่ายอวนหองเห็นคนทั้งสองก็จำได้ว่า  เป็นปีศาจอยู่บนต้นไม้ที่ภูเขาพี่ปั๋ว  และคนทั้งสองก็รู้โดยญาณว่า  อวนหองเป็นปีศาจชะนีแปลงมาเช่นกันเดิมเคยอาศัยอยู่ที่ภูเขาหมิงซาน

 

             นายพลอวนหองจึงให้เกาหมิงเกาชุคออกไปรบกับหลี่โลเชีย  ฝ่ายหลี่โลเชียแปลงตนเป็นสามเศียรหกกร          เอากำไลวิเศษโยนไปถูกเกาหมิงเกาชุคกระเด็นไป  แล้วแผลงฤทธิ์เป็นมังกรเก้าตัวพ่นไฟพิษถูกคนทั้งสองจนหายไป  หลี่โลเชียคิดว่าพวกเขาตายจึงแจ้งแก่เจียงไท่กง  แต่พอวันรุ่งขึ้นเจอคนทั้งสองพี่น้องที่สนามรบอีก  เจียงไท่กงจึงให้หลี่จิ้งบิดาหลี่โลเชีย กับเอียวหยิมออกรบ  เอียวหยิมเอาพัดโบกไปเป็นไฟเผาเกาหมิง  ส่วนหลี่จิ้งเอาถะทองเจดีย์องค์เล็กตีเกาชุค  สองพี่น้องแผลงฤทธิ์เป็นควันแล้วหายไป  ฝ่ายเจียงไท่กงเห็นว่าการสู้รบกับพวกปีศาจแปลงถึงเจ็ดตนเช่นนี้ยากที่จะชนะได้  จึงแก้กลโดยให้เอาไม้โถปิดยันต์ไว้  เอาเลือดสุนัขดำและเลือดไก่ดำทาไม้ดังกล่าวไว้  พร้อมทั้งให้พลทหารเตรียมอุจจาระไว้  เมื่อเกาหมิงเกาชุคเข้าไปถึงบริเวณที่ปิดยันต์  พวกพลทหารต่างก็เอาเลือดสุนัขเลือดไก่ดำและอุจจาระสาดใส่สองพี่น้องจนทนไม่ไหวอาเจียน แล้วหายไป  เจียงไท่กงเป็นห่วงการปราบปรามเกาหมิงเกาชุคไม่สำเร็จ  จึงปรึกษานายทหาร  นายทหารชื่อเอียวเจี้ยนอาสาที่จะปราบสองพี่น้องแต่ไม่อยากพูดออกมาเพราะเกาชุคผู้มีหูทิพย์จะได้ยิน  ตนจึงไปหาอาจารย์ที่ถ้ำจิ้นเฮียตง ภูเขาหยกฮัว  อาจารย์จึงบอกว่า  เกาหมิงเดิมเป็นปีศาจสิงอยู่ที่ต้นลำพูบนภูเขากี่ปั๋ว เป็นเวลานานจนมีฤทธิ์แปลงเป็นคนได้  มีความสามารถที่จะได้ยินไกลถึงพันสี่ร้อยห้าสิบเส้นหรือสองหมื่นเก้าพันวา  ส่วนเกาชุคนั้นเป็นปีศาจสิงอยู่ที่ศาลเจ้าเก่ามีคนบูชานับถือกราบไหว้มานานหลายร้อยปี จนมีฤทธิ์แปลงเป็นคนได้ มีดวงตาที่สามารถเห็นได้ไกลถึงพันสี่ร้อยห้าสิบเส้น  หากจะฆ่าปีศาจทั้งสองก็ให้ไปขุดฟันต้นลำพูและรื้อศาลเจ้าเก่าเผาไฟให้หมด  คนทั้งสองก็จะหมดฤทธิ์ไปเอง  เจียงไท่กงจึงให้ทหารไปจัดการขุดทำลายต้นลำพู และรื้อศาลเจ้าเก่าเผาหมดสิ้น หากเสร็จศึกแล้วจะปลูกต้นลำพูและสร้างศาลเจ้าให้ใหม่  เมื่อออกรบ สองพี่น้องถูกอาวุธกระบองเหลี่ยมวิเศษของเจียงไท่กงถึงแก่ความตาย

 

                   ในที่สุดการสงครามปราบพระเจ้าตี้ซินก็ยุติ  เมื่อพระองค์เผาตัวเองจนสิ้นพระชนม์  จีฟา  ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์โจวตะวันตก ทรงพระนามว่า  พระเจ้าโจวอู่หวาง เมื่อก่อน พ.ศ. ๑๕๘๙  ทรงเห็นว่าปิกันเป็นผู้มีคุณธรรมได้กราบทูลให้พระเจ้าตี้ซินตั้งอยู่ในความยุติธรรม  แต่ถูกทำโทษโดยให้แหวะอกดูหัวใจ  พระองค์โปรดฯให้สร้างสุสานที่อำเภออุยฮุย มณฑลเหอหนานและเสด็จไปบวงสรวงด้วย  ส่วนภรรยาคนที่สองของปิกันชื่อ เฉินซื่อ กำลังมีครรภ์หนีราชภัยไปกับคนใช้  คลอดบุตรที่ป่าหุบเขามู่เหย่ อำเภออุยฮุยตั้งชื่อบุตรว่า  เจียน  ต่อมานางเฉินซื่อได้นำบุตรชายเข้าเฝ้าพระเจ้าโจวอู่หวาง  พระองค์พระราชทานสิ่งของและพระราชทาน แซ่ ให้ เจียนว่า  หลิน  แปลว่า ป่า  แซ่หลินคงจะได้รับพระราชทานระหว่างก่อน พ.ศ. ๑๕๘๙ – ๑๕๘๖

          ส่วนบุคคลที่ล้มตายระหว่างการสู้รบทั้งทหารและพลเรือน ทั้งสองฝ่ายรวม ๓๖๕ คน โปรดฯให้เจียงไท่กงประกอบพิธี    เชิญวิญญาณ และให้เป็นเทพเจ้าทั้งสิ้นไปประจำตามภูเขาใหญ่ ดวงดาว เทพรักษาวันเดือนปี เป็นต้น  แต่ไม่มีชื่อเกาหมิงเกาชุคเพราะเป็นปีศาจ  หากเป็นเซียนชั้นสูงก็จะได้รับปูนบำเหน็จเช่นเดียวกัน  ส่วนเกาหมิงเกาชุคคงหนีไปบำเพ็ญจำศีลภาวนาตามภูเขาต่างๆเป็นเวลากว่า ๙๐๐ ปี  เมื่อมาถึงภูเขาดอกท้อจึงพานพบกับโม่เหนียงทางจิตวิญญาณ  และได้เป็นทหารเอกของโม่เหนียงในที่สุด

 

           :     สมบูรณ์ แก่นตะเคียน    ๑๒ เมษายน  ๒๕๕๑

 

Title    :     Matzu's Two Jiang Jun

 

          :      Somboon Kantakian


บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน