Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
สมาคม
  LIN (SURNAME)
   China's Lin Clan Network
   Chaoshan Lin
   สมาคมตระกูลลิ้มแห่งประเทศไทย
  ชุมชนชาวฮากกา
หนังสือพิมพ์
  China Daily
  China News
  People's Daily Online
  Xinhua
  China Youth Daily
  Bangkokpost
  มติชน
  ข่าวสด
  ไทยรัฐ
  เดลินิวส์
  ผู้จัดการ
  คมชัดลึก
  กรุงเทพธุรกิจ
  บ้านเมือง
  แนวหน้า
  ไทยโพสต์
  โพสต์ทูเดย์
  สยามรัฐ
  บางกอกทูเดย์
  โลกวันนี้
  เส้นทางเศรษฐกิจ
  มติชนสุดสัปดาห์
มุมนักเสี่ยงโชค
  ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
  ตรวจสลากย้อนหลัง
  ผลสลากออมสิน
  ธกส.ออมทรัพย์ทวีสิน
แลกเปลี่ยนเงินตราและหุ้น
  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  ธนาคารไทยพาณิชย์
  ธนาคารกรุงเทพ
  ตลาดหลักทรัพย์ - หุ้น
  ตลาดหุ้น
เว็บเครือข่าย
  สมบูรณ์อินโฟ
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

วันตรุษจีนของชาวภูเก็ต

 

 

 

ความเป็นมา

 

        วันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่จีน หนงลี่ซินเหนียน  ตรงกับวันที่ ๑ ค่ำ เดือน๑ ตามจันทรคติหรือปฏิทินจีน  ซึ่งเป็นวันเริ่มฤดูใบไม้ผลิ  หรือ ชุนเจ๋ย   วันเทศกาลปีใหม่  หรือ วันฉูซี  หมายถึงการเปลี่ยนวันจ่าย  วันปีใหม่นับไปจนถึงวันที่ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ เป็นวันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันเทศกาลโคมไฟ เรียกว่า  เซวี๋ยนเซียวเจ๋ย  

        กล่าวกันว่า  วันตรุษจีนเริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าหวงตี้ คือ สมัยซานหวงอู่ตี้ ประมาณก่อน ค.ศ. ๒๖๐๐ ปี  แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดแจ้ง

ประมาณ ก่อนค.ศ. ๑๖๐๐ ไท้อี้ในฐานะที่เป็นเจ้านครปั๋ว  ได้ร่วมมือกับพันธมิตรคือพวกเจ้านครที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์เซี่ย  ทำการโค่นล้มราชวงศ์เซี่ยสำเร็จโดยอ้างว่า  กษัตริย์เซี่ยเจี่ยไม่ทรงตั้งอยู่ในความยุติธรรม  และโหดร้ายทารุณต่อราษฎร  นอกจากนี้ไท้อี้ยังอ้างด้วยว่า  ตนได้รับพระบัญชาจาก  องค์ซังตี้ หรือ ส่องเต่ ผู้เป็นเทพเจ้าสูงสุดแห่งสวรรค์  ให้ทำการปราบปรามยุคเข็ญ  ซึ่งเป็นความชอบธรรมของตนที่จะกระทำการปฏิวัติดังกล่าว   แล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์  ทรงพระนามว่า  พระเจ้าเฉิงทัง  ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซัง     ชนเผ่าซังนอกจากจะเคารพบูชาเทพเจ้าซังตี้แล้ว  ยังมีเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ   ได้แก่  เทพพระอาทิตย์  พระจันทร์  ดวงดาวต่างๆ    เทพแห่งลม  เทพแห่งฝน เทพแห่งน้ำ  พระธรณี  เทพแห่งแม่น้ำ  ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ  เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า  ตลอดจนสถานที่ที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์  และประการสำคัญ  ชนเผ่าซังยังเคารพบวงสรวงบรรพบุรุษด้วย   พวกเขามีความเชื่อว่า  บรรพบุรุษเมื่อตายไปแล้ว  จะไปสถิตอยู่บนสวรรค์  และยังมีความสัมพันธ์อยู่กับครอบครัวลูกหลานอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นพวกเขาจึงต้องปฏิบัติต่อพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นอย่างดี  หากปฏิบัติไม่ดีจะมีผลต่อครอบครัว   การบวงสรวงต่อวิญญาณบรรพบุรุษและเทพเจ้าต่างๆจึงมีความสำคัญ

            การบวงสรวงเทพเจ้าก็เพื่อขอให้เทพเจ้าดลบันดาลให้เกิดความงอกงามด้านเกษตรกรรม  ฝนตกต้องตามฤดูกาล  การเก็บเกี่ยวได้ผลดี   ส่วนการบวงสรวงต่อบรรพบุรุษนั้นก็เพื่อติดต่อกับดวงวิญญาณของท่านให้ช่วยอำนวยพรให้ตามที่พวกตนขอ

          การประกอบพิธีกรรมบวงสรวงต่อเทพเจ้าองค์ต่างๆ   และบรรพบุรุษจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว  คือ  องค์เทพเจ้าซังตี้   ซึ่งผู้เป็นประธานในพิธีเป็นกษัตริย์เท่านั้น  ทั้งนี้อาจจะเพื่อทรงรักษาพระราชอำนาจในชนเผ่าไว้

      ในพิธีกรรมบวงสรวงเซ่นไหว้เทพเจ้าซังตี้และดวงวิญญาณบรรพบุรุษ   นอกจากการเตรียมกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ดังได้กล่าวมาแล้ว  พนักงานในพิธีซึ่งเป็นผู้ช่วยกษัตริย์  จะต้องเตรียมภาชนะเครื่องทองบรอนซ์   ประกอบด้วยภาชนะดังนี้

๑)   แท่นวางของ  หรือตั่ง หรือ โต๊ะ                                             

๒)   หม้อติง  อาจเป็นทรงกลมสามขาหรือทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีสี่ขา  มีสองหูขนาดใช้ไม้สอดเข้าหามได้  สำหรับปรุงและใส่อาหาร

๓)   กุ้ย   เป็นภาชนะสำหรับใส่เมล็ดพืช  บางที่มีฝาปิด

๔)   เต้า   เป็นจานไม้  สำหรับใส่เนื้อ

๕)   หู    เป็นเหยือกใส่สุรามีฝาปิด

๖)   พาน   เป็นพานมีเชิงสำหรับบรรจุน้ำ

๗)   อี้  หรือ  เหอ   เป็นกาใส่สุรา มีฝาปิ

๘)   จอกสุรามีหลายแบบ  (  จือ  เจี่ย  จิว  เจี่ยว  )

 ๙)   เส้า   เป็นทัพพี

 ๑๐)    อื่นๆ

                  ในสมัยราชวงศ์โจว   ได้มีการกำหนดการนำภาชนะทองบรอนซ์ไปประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าและดวงวิญญาณบรรพบุรุษไว้ดังนี้

       กษัตริย์ ใช้ ติง ๙  ใบใช้ กุ้ย     ใบ

      ขุนนางชั้นจูโหวหรือ กงใช้ ติง ๗  ใบใช้ กุ้ย ๖  ใบ

      ขุนนางชั้นไต้ฟู่ ใช้ ติง ๕ใบใช้กุ้ย ๓ใบ

      ขุนนางชั้น ซื่อใช้ ติง ๓ ใบใช้ กุ้ย ๒ ใบ

                 

     อย่างไรก็ตามได้มีการจัดปีใหม่ในสมัยราชวงศ์จิ๋น ก่อน ค.ศ.  ๒๒๑ – ๒๐๗  โดยยึดถือเอาเดือนที่ ๑ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย ก่อน ค.ศ. ๒๑๐๐ – ๑๖๐๐ ได้มีการใช้เดือน ๑๒ ในสมัยราชวงศ์ซัง ก่อน ค.ศ. ๑๖๐๐ – ๑๐๒๘  และ เดือนที่ ๑๑ เริ่มในสมัยราชวงศ์โจว  ก่อน ค.ศ. ๑๐๒๗ – ๒๕๖  จากหลักฐานกล่าวไว้ว่า ได้มีการนับเดือนที่ ๑  ซึ่งใช้ปฏิทินจันทรคติพ่วงกับสุริยคติ โดยเพิ่มหลังจากเดือนที่ ๑๒  ที่ปรากฏในอักษรกระดองกระดูก ( เจี่ยกู่เหวิน ) ในสมัยราชวงศ์ซังและราชวงศ์โจว   จากการบันทึกของนักประวัติศาสตร์จีน ซือหม่าเฉียน กล่าวว่า  จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้ทรงเปลี่ยนปีเริ่มต้นเป็นเดือนที่ ๑๐  ในปี ก่อน ค.ศ. ๒๒๑  และทรงเปลี่ยนปีอธิกสุรทินในเดือนที่ ๙  ปีใหม่จึงเริ่มในเดือนที่ ๑๐  ของเดือนที่ ๑

        ต่อมาฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ ( หลิวเฉอ ) ทรงครองราชย์ระหว่างก่อน ค.ศ. ๑๔๐- ๘๗ ในปีก่อน ค.ศ. ๑๐๔ โปรดฯให้ใช้เดือนที่ ๑ เป็นเดือนเริ่มต้นของปี  และได้ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

       จากตำนานกล่าวว่า  เหนียน   ซึ่งแปลว่า ปี เป็นชื่อของปีศาจดุร้ายตนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงแห่งหนึ่ง แต่บางตำนานว่าอาศัยอยู่ในทะเล  ปีศาจเหนียนจะออกมาจับคนกินเป็นอาหารทุกรอบสิบสองเดือนซึ่งอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว ไม่มีใครสามารถปราบได้  แต่ด้วยบังเอิญที่ชาวเมืองเริ่มรู้ว่าปีศาจเหนียนไม่ชอบเสียงดังแบบระเบิด เช่นประทัด และไม่ชอบสีแดง  เมื่อใกล้รอบสิบสองเดือน  ชาวเมืองจึงเตรียมการสู้กับปีศาจเหนียนด้วยการเตรียมประทัดไว้ทุกบ้าน  และให้แต่ละบ้านเอาสีแดงป้ายทาที่ประตูหน้าบ้าน แขวนข้าวของสีแดงๆ กระดาษสีแดงไว้ตามที่ต่างๆ ตามถนนหนทาง บ้านเรือน ศาลเจ้า  เมื่อถึงเวลาที่ปีศาจเหนียนเข้ามาในเมือง  ชาวเมืองจึงช่วยกันจุดประทัดทุกบ้านเสียงดังสนั่นไปทั่วเมือง  แสงไฟมองเห็นเป็นสีแดงฉาน  ปีศาจเหนียนจึงไม่กล้าเข้าเมืองอีกเลย  นานเข้าจึงถือเป็นประเพณี  เมื่อถึงวันดังกล่าวจึงยึดเป็นวันขึ้นปีใหม่  ส่วนรูปร่างหน้าตาของเหนียนก็คือสิงโตชนิดหนึ่งที่คนจีนเอามาเชิดสิงโตนั่นเอง  บางรูปจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของรูปสัตว์ต่างๆที่อยู่ทางเข้าสุสาน

        วันขึ้นปีใหม่ต่อมาได้จัดไปตามความเหมาะสมของท้องถิ่นที่คนจีนไปอาศัยอยู่บ้านเมืองอื่น  จึงมีความแตกต่างกันบ้าง  เช่น จีนแผ่นดินใหญ่จัด ๓ วันแรก มาเลเซีย สิงคโปร์ ๒ – ๓ วัน  ไต้หวัน ๕ วัน เกาหลี ๑ วัน เวียดนาม ๓ วันแรก บรูไน อินโดนีเซีย วันแรก ๑ วัน

 

       ในปีนักษัตรต่อไป  มีดังนี้

 

 

   

ชวด -               วันที่ ๗ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๑

ฉลู   -                วันที่ ๒๖ มกราคม  ๒๕๕๒

ขาล  -               วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๓

เถาะ