Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
สมาคม
  LIN (SURNAME)
   China's Lin Clan Network
   Chaoshan Lin
   สมาคมตระกูลลิ้มแห่งประเทศไทย
  ชุมชนชาวฮากกา
หนังสือพิมพ์
  China Daily
  China News
  People's Daily Online
  Xinhua
  China Youth Daily
  Bangkokpost
  มติชน
  ข่าวสด
  ไทยรัฐ
  เดลินิวส์
  ผู้จัดการ
  คมชัดลึก
  กรุงเทพธุรกิจ
  บ้านเมือง
  แนวหน้า
  ไทยโพสต์
  โพสต์ทูเดย์
  สยามรัฐ
  บางกอกทูเดย์
  โลกวันนี้
  เส้นทางเศรษฐกิจ
  มติชนสุดสัปดาห์
มุมนักเสี่ยงโชค
  ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
  ตรวจสลากย้อนหลัง
  ผลสลากออมสิน
  ธกส.ออมทรัพย์ทวีสิน
แลกเปลี่ยนเงินตราและหุ้น
  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  ธนาคารไทยพาณิชย์
  ธนาคารกรุงเทพ
  ตลาดหลักทรัพย์ - หุ้น
  ตลาดหุ้น
เว็บเครือข่าย
  สมบูรณ์อินโฟ
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

เทศกาลกินผักที่ภูเก็ต

 

๑.   คณะงิ้วแสดงที่บ้านกะทู้

๒.   เดินทางไปสืบสาวการกินผักที่เจียงซี ( เกียงซี )หรือกังไส

๓.   ตำนานเถ้าแก่ใจบุญกับบ้านหลังใหม่

๔.   เทพเจ้าเล่าเอี๋ยกับการกินผัก                

๕.   การเตรียมการกินผัก

      ๑)   ศาลเจ้าเตรียมการ

      ๒)   ชาวบ้านเตรียมการ

๖.   พิธีกรรมที่ศาลเจ้าก่อนการกินผัก  ๑ วัน

        -   อัญเชิญขุนพลนายทหารมารักษาการปริมณฑล

        -   ยกเสาโกเต้ง

        -   อัญเชิญองค์หยกอ๋องส่องเต่มาร่วมพิธี

        -   อัญเชิญองค์กิวอ๋องไต่เต่มาเป็นประธาน

๗.   สรุปพิธีกรรมวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙

๘.   พิธีกรรมและกิจกรรมบางอย่างที่น่าสนใจ

      - พิธีขึ้นบันไดมีด

      - พิธีสะเดาะเคราะห์

      - พิธีโข้กุน

      - พิธีเฉี้ยโห้ย

      - พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมือง

      - การจุดประทัด

      - ธงประเภทต่างๆ

      - ม้าทรง

๙.   เทพเจ้าที่กล่าวถึงในพิธีกรรม

๑๐. ข้อควรปฏิบัติในเทศกาลกินผัก

๑๑. ตารางเทศกาลกินผักในปีพ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๖๖ 

 

 

๑.   คณะงิ้วแสดงที่บ้านกะทู้

        เมื่อชาวจีนได้เข้ามาเป็นกรรมกรเหมืองแร่ดีบุกที่ภูเก็ต เป็นจำนวนหลายหมื่นคน ต่างกระจายไปตามที่ต่างๆ บางส่วนปักหลักอยู่ที่เหมืองแร่ต่างๆในเขตกะทู้ ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๕ คนจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์จึงจะสามารถเป็นกรรมการเหมืองที่ทำงานหนักได้ ต่อมาจึงมีร้านรวงต่างๆเพื่อให้บริการแก่พวกเขา รวมทั้งสิ่งบันเทิงด้วย นั่นก็คือโรงงิ้ว คณะงิ้วที่มาแสดงเป็นงิ้วเร่ที่เรียกว่า ปั้วหี่ คงจะได้ปักหลักแสดงอยู่คณะละหลายเดือนหรือเป็นปี แล้วหมุนเวียนคณะใหม่มาแสดงอีกเมื่อเห็นว่าลูกค้าคนดูเริ่มเบื่อ เมื่อพวกเขาได้หมุนเวียนเปลี่ยนเรื่องแสดงไปหมดแล้ว

        มีคณะงิ้วเร่คณะหนึ่งได้เปิดแสดงที่บ้านกะทู้ ขึ้นเป็นเวลาเกือบปีบังเอิญเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น คณะงิ้วจึงได้ประกอบพิธีกินผักที่หน้าโรงงิ้วนั่นเอง แต่เป็นเพียงย่อๆเท่านั้น เพื่อขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้หายไป ปรากฏว่าได้ผล ในปีต่อมาพวกงิ้วจึงได้จัดการกินผักขึ้นอีก ชาวกะทู้เกิดเลื่อมใส จึงเข้าร่วมกินผักด้วย เมื่อเห็นว่าชาวกะทู้เกิดเลื่อมใสการกินผัก พวกงิ้วจึงบอกว่า หากต้องการรู้พิธีกรรมการกินผักอย่างละเอียดให้เดินทางไปเมืองกังไส ( น่าจะเป็นมณฑลเจียงซูหรือมณฑลเจียงซี ) ก่อนที่คณะงิ้วจะลาโรง จึงได้มอบเทพเจ้าเล่าเอี๋ยและเทพเจ้าหลี่โลเชียไว้ให้เพื่อจัดพิธีกินผัก ในวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙ พวกงิ้วจึงให้ข้อมูลการประกอบพิธีกินผักเท่าที่พวกเขารู้ให้ชาวกะทู้จัดงานในปีถัดไป

 

๒.   เดินทางไปสืบสาวการกินผักที่เมืองเจียงซี( กังไส ) 

        เมื่อคณะงิ้วจากไปแล้ว ชาวบ้านกะทู้จึงนำพระเล่าเอี๋ยและพระหลี่โลเชียประดิษฐานที่โรงเจชั่วคราว ด้วยการมุงหลังคาจากกั้นจากขึ้น เพื่อสักการะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อถึงวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙ ชาวบ้านกะทู้จึงจัดงานกินผักตามที่พวกงิ้วได้บอกไว้แบบคร่าวๆตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        ขณะนั้นชาวจีนที่มาทำเหมืองคนหนึ่ง เมื่อเห็นชาวกะทู้ประกอบพิธีกินผักไม่เหมือนกับที่ตนเคยเห็นที่เมืองจีน เพราะพิธีกรรมไม่ถูกต้อง ตนจึงได้เสนอว่าน่าจะไปเอารูปแบบพิธีกรรมการกินผักที่ถูกต้องที่เมืองกังไส แต่ตนไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะเดินทางไปได้ ถ้าหากชาวกะทู้ต้องการให้ตนเดินทางไปเมืองจีน ก็ยินดีไปหาข้อมูลมาให้ ชาวบ้านจึงได้เรี่ยไรเงินได้จำนวนหนึ่งให้เขา เขาจึงเดินทางไปยังเมืองกังไส ปรากฏว่าเขาหายไป ๒ – ๓ ปีก็ยังไม่กลับ ชาวบ้านต่างคิดว่าเขาคงไม่กลับมาบ้านกะทู้อีกแล้ว คงจะถูกหลอกเป็นแน่

        ในช่วงของการกินผักคืนวันที่ ๗ ค่ำเดือน ๙ เขาเดินทางถึงท่าเรือบางเหนียว อำเภอเมืองภูเก็ต จึงให้คนไปบอกชาวกะทู้ให้จัดขบวนแห่ไปรับด้วย ชาวบ้านจึงจัดขบวนแห่ไปรับที่ท่าเรือ สิ่งที่เขานำมาคือ เหี่ยวโห้ยคือธูปใหญ่ที่จุดติดไฟจากเมืองจีนมาตลอดและเมื่อธูปไฟติดถึงก้านเดิมก็จุดไฟใหม่ต่อๆกันมา รวมทั้งเหี่ยวเอี้ยนผงธูป คัมภีร์ประกอบพิธีกรรม ตุ้ยเหลี่ยนป้ายชื่อมาด้วย เมื่อไปถึงโรงเจกะทู้ซึ่งยังไม่ครบกำหนด ๙ วัน เขาจึงได้อธิบายวิธีการประกอบพิธีทั้งเก้าวันเก้าคืนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในพิธีทุกคนทราบ พร้อมกับได้เล่าถึงประวัติการกินผักของเมืองกังไส ประวัติเล่าเอี๋ย และสาเหตุแห่งการกินผักซึ่งเกี่ยวกับเถ้าแก่กับบ้านหลังใหม่ให้ชาวกะทู้ฟัง

 

๓.  ตำนานเถ้าแก่ใจบุญกับบ้านหลังใหม่

           เมืองเจียงซูเป็นเมืองที่ราบลุ่มเป็นพื้นน้ำเสียหลายส่วน มีคลองจำนวนมาก คล้ายเมืองบางกอกสมัยก่อน ผู้คนจึงสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลอง ใช้เรือเป็นพาหนะ และเมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากทะเลตงไห่และแม่น้ำแยงซี ได้มีเซียนองค์หนึ่งทำนายว่า เมืองนี้กำลังจะถูกคลื่นยักษ์กวาดลงทะเล ผู้คนจะล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ตัวเมืองจะจมหายไปในทะเล ยกเว้นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของชาวเมืองนี้ประกอบไว้ ก็จะขจัดปัดเป่าลงไปได้ ก็จะรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้

         มณฑลเจียงซู  เมืองหลวงชื่อ ซูโจว  มีเถ้าแก่ใจบุญคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองซูโจว ชื่อ หลี่ฮั่วก่าย เขาได้สร้างบ้านหลังใหญ่โตหลังหนึ่งขึ้นแต่ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ คือเขาตั้งใจที่จะทำบุญให้ครบ ๑๐๐ วันเสียก่อน แล้วจึงจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่นี้ ขณะที่ยังไม่ครบหนึ่งร้อยวัน เขาได้ทำทานแก่ผู้ยากจนทุกวัน ใครมาของสิ่งใดหลี่ฮั่วก่ายให้ทั้งสิ้นเพื่อเป็นการสร้างบุญกุศล จนถึง ๔ – ๕ วัน จะครบ ๑๐๐ วันตามที่กำหนด

        ขณะนั้นยังมียาจกคนหนึ่งเป็นโรคเรื้อนน้ำเหลืองไหลเยิ้มไปตามมือเท้าร่างกาย เสื้อผ้าสกปรกเหม็นสาบ เขาก็เอาเสื้อนั่นแหละเช็ดน้ำเหลือง ใครๆเห็นพากันรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ คนขี้เรื้อนจึงเดินเข้าไปยังบ้านเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่าย แต่คนใช้ไม่ยอมให้เข้าไป เถ้าแก่ได้ยินเสียงเอะอะหน้าบ้านจึงเดินออกมาดู แล้วบอกให้เขาเข้าไปในบ้านได้ เถ้าแก่จึงให้คนใช้เตรียมข้าวของให้เขา แต่เขาไม่เอา เขาอยากเข้าไปนอนเล่นในบ้านหลังใหม่สัก๓ – ๔ วันเท่านั้น ก่อนที่จะครบกำหนดร้อยวัน

        ฝ่ายหลี่ฮั่วก่าย นึกไม่ถึงว่าเขาจะขอในสิ่งที่ชาวบ้านทั้งหลายไม่กล้าขอ แต่ในเมื่อตนได้ลั่นวาจาไปแล้ว จึงยอมตาม  ทำให้คนใช้โกรธมาก เถ้าแก่จึงห้ามไว้แล้วให้พาคนขี้เรื้อนเข้าไปพักในบ้านหลังใหม่ พร้อมกับให้หาอาหารการกินให้คนขี้เรื้อนด้วย เมื่อไปถึงเห็นบ้านใหญ่โตโอ่โถง สวยงาม พร้อมโต๊ะตั่ง เต็มไปหมด คนขี้เรื้อนเมื่อเห็นว่าน้ำเหลืองในตัวย้อยลงมาจึงเอามือไปป้ายน้ำเหลือง แล้วเช็ดไว้ตามฝาผนังบ้านเสียเต็มไปหมด คนใช้ต่างพากันโกรธมากเพราะพวกเขาต้องทำความสะอาด แต่เถ้าแก่ห้ามไว้

        เมื่อครบกำหนด ๑๐๐ วัน เถ้าแก่จึงเข้าไปในบ้านนั้น เดินไปตามห้องต่างๆ ปรากฏว่ามีกลิ่นหอมเต็มไปหมดทุกห้อง ไม่มีร่องรอยของน้ำเหลืองอยู่เลย แต่กลายเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นฝีมือของจิตรกรเอกเท่านั้นที่เขียนได้ขนาดนี้ พร้อมกับเขียนอักษรกำกับไว้ที่ฝาผนังว่า “มณฑลเจียงซู กำลังจะประสบมหาวาตภัยครั้งใหญ่ น้ำทะเลจะไหลท่วมเมืองจมหายไปในทะเลตงไห่ จะมีก็แต่ผลบุญของเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายที่ทำไว้ จะขจัดภัยให้เบาบางลง ถ้าหากชาวเมืองเจียงซูประกอบพิธีกินผักให้ครบ ๙ วัน คือวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙

        ชาวเมืองซูโจว และเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายจึงประกอบพิธีกินผักตามกำหนด ที่แท้คนโรคเรื้อนก็คือเซียนผู้วิเศษแปลงกายมาลองใจเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายนั่นเอง การกินผักของเมืองซูโจวจึงได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่บัดนั้น

 

๔.   เทพเจ้าเล่าเอี๋ยกับการกินผัก   

        เทพเจ้าเล่าเอี๋ยก็คือ ฮ่องเต้ถังหมิงหวงหรือ ฮ่องเต้ถังเสวียนจง ( หลี่หลงจี้ ) แห่งราชวงศ์ถัง ครองราชย์ ระหว่าง พ.ศ. ๑๒๕๕ – ๑๒๙๙  ซึ่งพวกงิ้วในเมืองจีนถือว่าเป็นบรมครูงิ้วของพวกเขา เพราะพระองค์ทรงยกฐานะจากพวกงิ้วเร่ร่อนให้เป็นสถาบันศิลปะการแสดงที่เมืองฉางอาน พวกงิ้วจึงพากันเคารพนับถือกันมากทั่วประเทศ ในโรงงิ้วจึงต้องประดิษฐานองค์เล่าเอี๋ยไว้หรือไม่ก็เขียนพระนามป้ายตั้งไว้บูชา

      ในปีพ.ศ. ๑๒๘๕ ทรงใช้ปีรัชกาลว่า เทียนเป่า ทรงถือว่าพระองค์ทรงได้รับพระบัญชาจากสวรรค์และทรงมีอำนาจฤทธิ์เดชเยี่ยงเทพเจ้า ทรงมีกระบี่และพู่กันเป็นอาวุธ  ซึ่งน่าจะเป็น “เทียนฝู่เอวี๋ยนโซ่ว”หรือ”เตี่ยนฮู้หงวนโส่ย” หรือจอมพลผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า เมื่อพวกงิ้วกลับจากไปแสดงที่เมืองซูโจว จึงได้กราบทูลเรื่องราวเกี่ยวกับเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายกับบ้านหลังใหม่และพิธีการกินผัก พระองค์พร้อมด้วยขุนนางฝ่ายพิธีกรรม จึงทรงเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับการกินผัก เช่น การอัญเชิญเทพเจ้าหยกอ๋องส่องเต่ กิวอ๋องไต่เต่ เทพเจ้าเป่ยเติ้วซิงจวินหรือเทพเจ้าดาวเหนือและเทพเจ้าหนานเติ้วซิงจวินหรือเทพเจ้าดาวทิศใต้ มาร่วมในการกินผัก ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ที่ใช้เป็นหลักอยู่ในปัจจุบัน

        การกินผักในวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙ จึงได้จัดกันแพร่หลายจากมณฑลเจียงซู ไปยังมณฑลใกล้เคียงคือ มณฑลเจ้อเจียง มณฑลฝูเจี้ยน( ฮกเกี้ยน ) มณฑลเจียงซีหรือเกียงซี หรือกังไซ้หรือกังไสเมืองเครื่องเคลือบดินเผาที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณ มณฑลกว่างตงและมณฑลกว่างซีเป็นต้น ซึ่งเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๑๓๕ ปี ถ้านับจากฮ่องเต้ถังหมิงหวงหรือเทพเจ้าเล่าเอี๋ยเสด็จสวรรคตเมื่อพ.ศ. ๑๓๐๕ และถ้าเหตุการณ์ที่ตาแป๊ะอาสาสมัครไปเมืองกังไซ้ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นเวลาประมาณพันกว่าปีดังกล่าว ผู้ที่นำพิธีกินผักไปแพร่หลายยังเมืองต่างๆ ก็คือพวกขุนนางชั้นสูงแถบมณฑลภาคใต้ ที่เข้าไปรับราชการในเมืองหลวง บรรดาวัดในลัทธิเต๋า และพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นจุดเริ่มที่ได้ผล เพราะวัดเหล่านี้โดยปกติก็กินผักอยู่แล้ว บรรดาเอกสารที่ตาแป๊ะนำมาให้นั้นก็นำมาจากวัดนั่นเอง 

 

 

๕.   การเตรียมการก่อนกินผัก   

        การเตรียมการก่อนกินผัก พอจะแยกได้ดังนี้

        ๕.๑ ฝ่ายศาลเจ้า

        คณะกรรมการศาลเจ้าและชาวบ้านต่างช่วยกันทำงานคือ

        ๑)   อัญเชิญเทวรูปทุกองค์จากบนแท่นบูชาลงมาทำความสะอาดเช็ดถูฝุ่นละออง แต่งหนวดเคราและส่วนที่ชำรุดให้ดูดีมีสง่าดังเดิม พร้อมทั้งทำความสะอาดแท่นบูชาด้วย

        ๒)   ล้างพื้นตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอกตัวศาลเจ้า

        ๓) ทำความสะอาดโรงเจ เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆในครัวเจ และจัดหาเพิ่มเติมถ้าจำเป็น

        ๔)   จัดทำธงประเภทต่างๆเพื่อนำไปติดที่กำหนด

        ๕) ทำความสะอาดอาวุธและต้อของม้าทรง

        ๖) เตรียมเกี้ยวหรือเก่วและตัวเลี่ยนสำหรับแห่

        ๗) กรรมการชุดต่างๆจะเตรียมงานของตน เช่น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ติดประกาศและทำแผ่นพับแจก ฝ่ายการเงินรับบริจาคทั้งเงินและสิ่งของ ฝ่ายพิธีกรรม ฯลฯ

        ๘)  อื่นๆ

        ๕.๒ ฝ่ายชาวบ้านทั่วไป

        ชาวบ้านที่จะเข้าร่วมกินผัก ตามความสมัครใจ จะกินกี่วัน ไม่มีการขอร้องบังคับ การสร้างบุญกุศลต้องสร้างเอง เมื่อสมัครใจที่จะกินผักที่ศาลเจ้าแห่งใด ก็จะพากันไปทำบุญบริจาคเงินหรือสิ่งของที่ศาลเจ้าแห่งนั้นตามศรัทธา

        เมื่อตกลงใจแล้วก็กำหนดวันที่จะกินผัก อาจเป็น ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ๙ วัน เลือกตามความเหมาะสมและเวลา เช่น ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันมักกินทั้ง ๙ วันและกินทั้งครอบครัว แต่ถ้าในครอบครัวไม่กินทุกคน ต้องแยกเครื่องใช้เป็นชุดคาว ชุดกินเจออกจากกัน แล้วทำความสะอาดเครื่องครัว หาชุดขาวมาสวมใส่วันที่ตนกินผัก พร้อมทั้งทำจิตใจตั้งสมาธิปฏิบัติถือศีล ตามข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่ทางศาลเจ้าประกาศไว้

 

๖.   พิธีกรรมที่ศาลเจ้าก่อนการกินผัก ๑ วัน

        พิธีกรรมก่อนการกินผัก ๑ วันพอสรุปได้ดังนี้

-             พิธีป้างกุน ปล่อยขุนพลนายทหารออกรักษาการบริเวณปริมณฑลในพิธี

-             พิธียกเสาโกเต้งและตะเกียง ๙ ดวง

-             พิธีเซเจ่งอ้าม

-             พิธีอัญเชิญองค์หยกอ๋องส่องเต่และองค์เหลงกวนไต่เต่เลขานุการองค์หยกอ๋องส่องเต่มาร่วมพิธี

-             พิธีอัญเชิญองค์กิวอ๋องไต่เต่มาเป็นประธานในพิธีกินผัก

 

๗.   สรุปพิธีกรรมวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙

 

วันที่ ๑ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             อ่านรายชื่อผู้ร่วมกินผัก

-             (อ่านทุกวันเพื่อกราบทูลให้องค์ประธานทรงทราบ)

 

วันที่ ๒ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

 

 

วันที่ ๓ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             โข้กุน เลี้ยงขุนพลนายทหาร

-             พิธีอัญเชิญเทพเจ้าเป่ยเติ้วซิงจวินและหนานเติ้วซิงจวิน

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้ากวนอู

-             พิธีป้ายชิดแชบูชาเทพเจ้าดาวทั้ง ๗ องค์ของศาลเจ้าหลิมฮู้ไท่ซือสามกอง

 

วันที่ ๔ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             โข้กุน

-             พิธีป้ายเล่าฉ้ายอิ้วของศาลเจ้าบางเหนียวและศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้าหลิมฮู้ไท่ซือ

-             สามกอง และศาลเจ้ากะทู้แห่ไปป่าตอง

 

วันที่ ๕ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             โข้กุน

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้าเจ่งอ๋องและศาลเจ้าท่าเรือ

 

วันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             โข้กุน

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้าบางเหนียวและศาลเจ้าเชิงทะเล

-             พิธีโก้ยโห้ยของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย

 

วันที่ ๗ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             โข้กุน

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง

-             ป้ายชิดแชไหว้เทพเจ้าดวงดาว ๗ องค์

-             พิธีคี่โต่คุ่ย ขึ้นบันไดมีดของศาลเจ้าบางเหนียวและศาลเจ้าหลิมฮู้ไท่ซือสามกอง

 

วันที่ ๘ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             โข้กุน

-             พิธีโก้ยห่านของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้ากะทู้เพื่อเชิญไฟศักดิ์สิทธิ์ที่สะพานหินและอิวเก้งของศาลเจ้าทุ่งคาเนียงแตก

-             พิธีโก้ยโห้ยลุยไฟของศาลเจ้าบางเหนียวและศาลเจ้าหลิมฮู้ไท่ซือสามกอง

 

วันที่ ๙ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนต์

-             โข้กุน

-             พิธีโก้ยโห้ยของศาลเจ้ากะทู้

-             พิธีโก้ยห่านของศาลเจ้าบางเหนียวและศาลเจ้าหลิมฮู้ไท่ซือสามกอง

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้าหล่อโรง

-             พิธีส่งองค์หยกอ๋องส่องเต่

-             พิธีส่งองค์กิวอ๋องไต่เต่

 

วันที่ ๑๐ ค่ำ เดือน ๙

        -    พิธียกเสาโกเต้งลง

-             พิธีโข้กุน เลี้ยงอาหารคาวแก่ขุนพลนายทหาร

-             พิธีซิ่วกุน อัญเชิญขุนพลนายทหารกลับกรมกอง

 

เป็นอันเสร็จพิธีของศาลเจ้าแต่ละแห่ง

 

๘.   พิธีกรรมและกิจกรรมบางอย่างที่น่าสนใจ

        พิธีขึ้นบันไดมีด  การขึ้นบันไดมีดที่ศาลเจ้าบางเหนียว บันไดสูง ๑๒ เมตร ขั้นบันไดทำด้วยเหล็กตีให้แบนเป็นมีดลับให้คมกริบแล้วเอามีดด้านคมขึ้นเรียงเป็นบันได ๗๒ ขั้น พระเข้าทรงจะปีนบันไดมีดขึ้นไปข้างบนซึ่งทำคล้ายหอคอยมีที่พัก พระเข้าทรงบางองค์จะขย่มเท้าที่บันได แต่ไม่เป็นแผลแม้น้อยนิด เป็นการสะเดาะเคราะห์ให้แก่ผู้ที่มากินผัก

      พิธีสะเดาะเคราะห์  การสะเดาะเคราะห์มี ๒ อย่างคือ

        ๑) การโก้ยโห้ย พิธีลุยไฟ ศาลเจ้าบางแห่งอาจจัดกลางวันหรือกลางคืน หรือตอนเย็น ด้วยการเอาถ่านไฟไม้มากองสุมเข้าแล้วจุดไฟให้ลุกโชนแดงได้ที่ แล้วเกลี่ยออก พระเข้าทรงจะทำพิธี เสร็จแล้วพระเข้าทรงจะลุยไฟก่อนแล้วจึงเอาเก่วคนหามลุยตามไป หลังจากนั้นจึงเป็นกรรมการหรือคนที่เคารพลุยตามโดยมีพระเข้าทรงนำไป หากผู้ที่กินผักคิดว่าตัวเองไม่เช้งหรือไม่สะอาดบริสุทธิ์หรือมีความกลัวก็จะไม่ลุยไฟ เด็ก คนแก่และผู้หญิงห้ามลุยไฟ

        ๒) การโก้ยห่าน หรือเดินข้ามสะพาน  ถ้าหากผู้ใดไม่กล้าสะเดาะเคราะห์ด้วยการลุยไฟก็มาสะเดาะเคราะห์ด้วยการโก้ยห่าน คือการเดินข้ามสะพาน ผู้ที่จะโก้ยห่านเอากระดาษมาตัดเป็นรูปหุ่นของตนพร้อมด้วยต้นกุ้ยช่ายต้นหนึ่งและเหรียญสลึง เมื่อเดินถึงสะพาน จะมีที่รองรับสิ่งของดังกล่าวแล้วขึ้นไปบนสะพานไม้เตี้ยๆ หัวสะพานมีพระเข้าทรงจะประทับตราที่หลังเสื้อเป็นเสร็จพิธี

 

        พิธีโข้กุน  เป็นการจัดอาหารเจเลี้ยงขุนพลนายทหารที่มารักษาการ ทางศาลเจ้าจะจัดอาหารใส่กะละมังมาวางเรียงไว้ ชาวบ้านอาจใส่อาหารปิ่นโตมาร่วมพิธีก็ได้ ส่วนใหญ่จะจัดในตอนเย็น

        พิธีเฉี้ยโห้ย   เป็นพิธีกรรมอัญเชิญไฟศักดิ์สิทธิ์จากชายทะเลมาประดิษฐานในพิธีกรรมต่างๆ เพราะถือว่าไฟเหล่านั้นเดิมเอามาจากเมืองจีน จึงต้องไปอัญเชิญที่ชายทะเล

 

       พิธีอิวเก้งหรือแห่พระรอบเมือง

        เมื่อกินผักไปได้ระยะหนึ่งศาลเจ้าต่างๆก็จะแห่พระไปอวยพรให้ชาวบ้านตามถนนที่กำหนด แล้วแห่พระกลับศาลเจ้า

        ก่อนที่จะออกไปแห่ เจ้าหน้าที่จะจัดขบวนแห่ให้สวยงามถูกต้อง ตามลำดับ คือ

        ขบวนธงไข่หล่อกี๋  เป็นขบวนธงเบิกทางที่เด็กๆเดินเป็นแถวเป็นแนวตามที่ผู้ควบคุมสั่ง เพื่อให้ขบวนหลังตามไปตามทางที่กำหนด

        ขบวนห่งหยี่ เป็นคล้ายเครื่องราชูปโภคของฮ่องเต้ ข้อสังเกตมีมือถือดินสอ มีป้ายสี่เหลี่ยมมีตัวอักษร เดินเป็นคู่ๆ

        ขบวนรถแห่ล่อโก้ว ตีกลองหรือปี่เครื่องดนตรีประจำขบวนรวมทั้งป้ายศาลเจ้าต่างๆที่มาร่วมช่วยแห่

        ขบวนเกี้ยวเล็ก ของเทพเจ้าองค์ต่างๆที่บรรดาหนุ่มทั้งหลายหามกันมาเป็นกลุ่ม

        ขบวนพระเข้าทรง เดินกันมาเป็นกลุ่มเป็นแถวต่างมีอาวุธเหล็กแหลมเสียบมุมปาก บางครั้งจะมีคนอุ้มรูปเทพองค์นั้นเดินเคียงมาด้วย ทำให้รู้ว่าเป็นเทพองค์ใด

        ขบวนเฉ่งหลอ เป็นหม้อดินใส่ไม้หอมจุดไฟควันโขมง

        ขบวนตัวเลี่ยนเกี้ยวองค์ใหญ่ เป็นที่ประทับขององค์กิวอ๋องไต่เต่ ที่คนดูแห่จะคุกเข่าไหว้เพื่อรายงานตัวต่อองค์ท่านพร้อมขอพรด้วย

        ขบวนแห่มังกรหรือสิงโต

        ขบวนรถห้างร้านต่างๆ ที่เข้าร่วมพิธีกินผักปิดท้ายขบวนศาลเจ้าแห่งนี้

        แต่ละขบวนเจ้าหน้าที่จะจัดให้เว้นระยะประมาณ ๑๐ เมตร เพื่อให้ผู้ชมได้ถ่ายรูป และเพื่อความสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย 

       ฝ่ายชาวบ้านก็จะตั้งโต๊ะบูชา ประกอบด้วย กระถางธูปเทียน ของหอมหรือหม้อกำยานเผาไม้หอม ผลไม้ ๓ หรือ ๕ หรือ ๗ ชนิด พร้อมถ้วยน้ำชา ๓ จอกหรือมากกว่า และลูกประทัดสำหรับจุดและไหว้เมื่อพระแห่มาถึงหน้าบ้านของตน หากอยู่ในซอยหรือถนนที่ไม่ใช่ทางผ่าน ชาวบ้านก็จะตั้งโต๊ะบูชาเช่นเดียวกัน พระเข้าทรงก็จะแจกฮู้หรือยันต์หรือไหมพรม ให้แก่ผู้ที่ยืนเรียงรายกันข้างถนน

        เมื่อถึงเกี้ยวสุดท้ายที่เรียกว่าตัวเลี่ยน เป็นที่ประทับขององค์กิวอ๋องไต่เต่ เจ้าหน้าที่ประจำขบวนจะบอกชาวบ้านให้นั่งลงถวายบังคมพระองค์ และไม่ควรจุดประทัดใส่เกี้ยวองค์นี้ เมื่อมาถึงทุกคนต่างไหว้ พร้อมกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบว่าตนชื่ออะไรนามสกุลแซ่อะไร ได้กินผักมากี่วันแล้ว พร้อมทั้งขอพร ขอโชค ขอลาภ ขอให้ตนมั่งมีศรีสุขร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง ขอให้กิจการค้าขายก้าวหน้า ขอให้เจริญในหน้าที่การงาน เป็นต้น

        การจุดประทัด  การจุดประทัดเพื่อร่วมสนุกสนานในขบวนแห่ ชาวบ้านจะจุดประทัดใส่เกี้ยวเล็กหรือพระเข้าทรง เพราะพระเข้าทรงบางองค์ชอบเล่นกับการให้ผู้ที่เคารพ จุดประทัดโยนใส่องค์ท่าน ในขณะที่ขบวนผ่านหน้าบ้านหรือสี่แยก  ถ้าหากอยู่ที่ศาลเจ้า จะจุดประทัดในตู้ตามที่ศาลเจ้าแต่ละแห่งจัดให้ เพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น

        เมื่อเกี้ยวใหญ่หรือตัวเลี่ยนผ่านมา จะคุกเข่าลงไหว้ ไม่สมควรจุดประทัดใส่เกี้ยวนี้

        ธงประเภทต่างๆ  ในเทศกาลกินผักจะเห็นธงติดไว้ตามที่ต่างๆ เช่นข้างถนนตามเสาไฟฟ้า บริเวณสามแยกหรือสี่แยก  รวมทั้งบริเวณศาลเจ้า

        ธงเหล่านี้มีความหมายต่างๆคือ

        ธงขององค์จงตันหงวนโส่ย หรือหลี่โลเชีย จะมีชื่อขององค์ท่าน นำไปประดับหรือติดในเขตปริมณฑลออกไปจากศาลเจ้าตรงหนทางที่จะเข้ามายังศาลเจ้า ระยะทางจะเป็นเท่าใดพระเข้าทรงจะกำหนด

        ธงกิวอ๋องไต่เต่ จะมีพระนามขององค์ท่าน นำไปติดตามสามแยกหรือสี่แยก

        ธงองค์ผู้เป็นประธานศาลเจ้าแห่งนั้นๆ เช่นศาลเจ้ากวนอูสะปำ ศาลเจ้าหลิมฮู้ไท่ซือสามกอง เป็นต้น

        ธงเตี่ยนฮู้หงวนโส่ย

        ธงซ่งจิ้นเบ๋ง เป็นธงของเทพชุมนุมเทพเจ้าองค์ต่างๆ

        ม้าทรง   ในช่วงเทศกาลกินผัก เป็นเวลาที่พวกม้าทรงเทพเจ้าจีนพากันมาชุมนุมมากที่สุดหลายร้อยคน กระจายไปสังกัดยังศาลเจ้าต่างๆที่จัดงานกินผักเป็นประจำปี บางคนเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับใคร ศาลเจ้าบางแห่งที่ไม่ได้จัดการกินผักแต่ได้จัดเกี้ยวและม้าทรงเข้าไปร่วมแห่กับศาลเจ้าที่เป็นพันธมิตร

        ม้าทรงเกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด